วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 10
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้
การเขียนโครงการ
โครงการ (PROJECT)  คือกระบวนการทำงานประกอบไปด้วยหลายๆ กิจกรรม ให้เป็นไปตามลำดับ โดยต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ กำหนดระยะเวลาและงบประมาณที่จำกัดในการดำเนินงาน ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อโครงการซึ่งเป็นผู้บริหารงานกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงาน เหมาะสมกับเวลาและงบประมาณที่ตั้งไว้
ลักษณะของโครงการ
ต้องมีระบบ (System)
ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน (Clear Objective)
ต้องเป็นการดำเนินงานในอนาคต (Future Opjective)
เป็นการทำงานชั่วคราว (Temporary Task)
มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (Definitely Duration)
มีลักษณะเป็นงานที่เร่งด่วน (Urgently task)
ต้องมีต้นทุนการผลิตต่ำ (Low Cost)
เป็นการริเริ่มหรือพัฒนางาน (Creativity or Developing)
องค์ประกอบของโครงการ มีดังนี้
1.  ชื่อโครงการ
 2.  หน่วยงานที่รับผิดชอบ
 3.  ผู้รับผิดชอบโครงการ
 4.  หลักการและเหตุผล
 5.  วัตถุประสงค์
 6.  เป้าหมาย
 7.  วิธีการดำเนินงาน
 8.  ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ
 9.  แผนปฏิบัติงาน
10. งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้
11. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
12. การติดตามและประเมินผลโครงการ
การเขียนรายงานวิชาการ
        คือข้อเขียนที่เกิดจากผลของการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษร มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ค้นคว้า และมีการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งเสนอแนะความความคิดเห็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
ความสำคัญ
 -  นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ
 -  นักศึกษาพัฒนาความรู้ความคิดของนักศึกษา แล้วนำเสนอความรู้ความคิดได้อย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนการทำ
พิจารณาวัตถุประสงค์
กำหนดหัวเรื่อง
ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดขอบเขต
รวบรวมและบันทึกข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูล
เชื่อมโยงข้อมูลให้สัมพันธ์
เรียบเรียงข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ตรวจสอบความถูกต้อง
จัดรูปเล่มให้เหมาะสม
องค์ประกอบของรายงานวิชาการ
ชื่อเรื่อง
ชื่อผู้ทำรายงาน
คำนำ
สารบัญ
บทนำ
เนื้อหา
บทสรุป
บรรณานุกรม
รายละเอียด  
- ชื่อเรื่อง ควรเป็นชื่อเรื่องที่กะทัดรัด บอกบรรยากาสของเนื้อหาที่ชัดเจนและมีขอบข่ายที่แน่นอน
- ชื่อผู้ทำรายงาน ผู้ทำรายงานเป็นคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามการสั่งงานของอาจารย์ผู้สอน 
ส่วนประกอบ
 •      ส่วนนำ
•      ส่วนเนื้อหา
•      ส่วนท้าย
ส่วนนำ ประกอบด้วย
 •     ปกนอก
•     ใบรองปก
•     ปกใน
•     คำนำ
•     สารบัญ
ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย
 •     บทนำเรื่อง
•     ส่วนเนื้อหา
•     บทสรุป
ส่วนท้าย ประกอบด้วย
 •     บรรณานุกรม
•     ภาคผนวก
•     อภิธานศัพท์
•     ดรรชนี
หลักการเขียนรายงานวิชาการ
ใช้คำและข้อความที่สุภาพ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์ทางราชการ
ใช้คำเต็มไม่ใช้คำย่อ สำหรับตำแหน่ง ยศ คำนำหน้าหรือคำย่ออื่น ๆ
ใช้ภาษาระดับเดียวกัน ไม่ใช้ภาษาแสลงหรือภาษาถิ่น
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
            ในการเขียนคำนำเราไม่ควรจะเขียนคำว่า หากรายงานเล่มนี้มีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย ไม่ควรเขียนเด็ดขาดเพราะในรายงานของเราจะต้องถูกต้องเท่านั้นห้ามผิดพลาด
ข้อเสนอแนะ

            ในการเขียนโครงการเราจะต้องทำอย่างมีระบบ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีระยะเวลาที่แน่นอนและมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ

นางสาวทิพวรรณ  พันธ์สำโรง  รหัส 55113400204  ตอนเรียน D1

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8
สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้
การเขียนจดหมายกิจธุระ
การเขียนแบบฟอร์ม การกรอกแบบฟอร์ม
      คำว่า แบบฟอร์มเป็นคำไทยกับภาษาอังกฤษ เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยเว้นช่องว่างให้บุคคลแต่ละคนกรอกข้อความ เพื่อให้สะดวกแก่ผู้รวบรวมนำข้อความนั้นไปใช้ประโยชน์
แบบฟอร์มแบ่งเป็น 4 ประเภท
            1.แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานเป็นผู้จัดเตรียมขึ้น เพื่อให้สะดวก ไม่เสียเวลา เช่น แบบฟอร์มสมัครเรียน แบบฟอร์มสมัครงาน เป็นต้น
            2.แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือ กรอกแบบฟอร์มชนิดนี้ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างแบบสอบถามต่างๆ
            3.แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์กรชนิดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลากรภายในหน่วยงานของตนด้วยวิธีให้กรอกแบบฟอร์มชี้แจงเรื่องซึ่งมักให้รายละเอียด เช่นแบบฟอร์มใบลา แบบฟอร์มขอเงินกู้สวัสดิการ
            4.แบบฟอร์มสัญญา สัญญาในที่นี้หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย เช่น สัญญาจะซื้อจะขายสินค้า สัญญากู้เงิน สัญญาเช่าบ้าน
จดหมายประเภทกิจธุระ
            จดหมายกิจธุระ  เป็นจดหมายที่บุคคลติดต่อกับบุคคลด้วยกิจธุระ เช่น การติดต่อสอบถาม การบอกขาย การเตือน การทวงถาม การแจ้งข่าวสาร แต่ถ้ามีการสั่งซื้อมีกำไรมีขาดทุนเรียก จดหมายธุรกิจ
            จดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายประเภทกิจธุระ เขียนเผยแพร่ ต่อสาธารณชน สื่อมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อลงหรือประกาศข้อความ และเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเสนแนะ แสดงความรู้สึก
            จดหมายราชการ  จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ เป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกส่วนราชการหนึ่ง หรือการติดต่อสื่อสารในระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กอง เดียวกัน  รวมทั้งติดต่อกับเอกชนต่างๆ จดหมายราชการถือเป็น เอกสารหลักฐานในการทำงานของรัฐ จึงต้องมีเลขที

            การเขียนประกาศ  ประกาศเป็นการสื่อสารใช้เผยแพร่ได้อย่างกว้างขว้าง คือให้บุคคลทุกระดับได้ทราบ ไม่ใช้ข้อความยาวๆหรือละเอียดซับซ้อน เพราะไม่ดึงดูดความสนใจผู้อ่าน
            ประกาศทางราชการ  มักมีข้อความที่ค่อนข้างยาว ละเอียด และเกี่ยวเนื่องกับตัวกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบและหวังผลในการปฏิบัติ ภาษาเป็นภาษาราชการ
การเขียนจดหมายธุรกิจ
ประเภทจดหมายธุรกิจ
- จดหมายสมัครงาน จดหมายขอเปิดเครดิต
- จดหมายเสนอขายสินค้าหรือบริการ
- จดหมายสั่งซื้อสินค้าและตอบรับสินค้า
- จดหมายต่อว่าและปรับความเข้าใจ
- จดหมายเตือนหนี้และทวงหนี้
- จดหมายไมตรีจิต ขอบคุณ
ที่กล่าวมาทั้งหมด เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินล้วนเป็นจดหมายทางธุรกิจ
รูปแบบจดหมายธุรกิจ
            1.จดหมายธุรกิจแบบราชการรูปแบบเหมือนหนังสือราชการภายนอกแต่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติ
            2.จดหมายธุรกิจแบบไทย รูปแบบที่ดัดแปลงหรือผสมผสานจากหนังสือราชการภายนอกและจดหมายธุรกิจสากล
            3.จดหมายธุรกิจแบบสากล ใช้รูปแบบการเขียนจดหมายธุรกิจของต่างประเทศที่นิยมใช้เป็นสากล แบบบล็อก และแบบเซมิบล็อก
เขียนหัวข้อจดหมายธุรกิจ
-หัวจดหมาย ชื่อ ที่อยู่บริษัท
-วัน เดือน ปี มักระบุเป็นตัวเลข
-คำขึ้นต้นมักใช้คำว่าเรียน
-ข้อความ มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้ามักกล่าวถึงเหตุ ย่อหน้าต่อมาคือสิ่งที่ประสงค์หรือสิ่งต้องการให้ปฏิบัติ
-คำลงท้ายมักใช้ ขอแสดงความนับถือ
- ลายเซ็นหรือลายมือของผู้ลงนามในจดหมาย
-ชื่อเต็มของผู้ลงนามในจดหมาย
- ตำแหน่งของผู้ลงนามในจดหมาย
-อักษรย่อของผู้ลงนามหรือผู้พิมพ์ นำพยัชนะต้นของชื่อพยัญชนะต้นของนามสกุลมาย่อแล้วเขียนไว้
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
            - ขอแสดงความนับถือต่างจากขอแสดงความเคารพคือ ขอแสดงความเคารพมักใช้กับผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันค่ะ อย่างเช่น กับ พ่อ
            - ขอแสดงความนับถือใช้เป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่มีความสนิท
            - อย่างสูงต่อท้ายมักใช้กับผู้มีอาวุโส เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย
            - การเขียน วัน/เดือน/ปี ในจดหมาย ให้เริ่มเขียนตรงกลางหน้ากระดาษไปทางขวามือ
ข้อเสนอแนะ
            - การกรอกแบบฟอร์มสัญญาต่างๆต้องกรอกด้วยความระมัดระวังและเข้าใจเงื่อนไขข้อผูกมัดต่างๆที่ระบุไว้ในสัญญาอย่างละเอียดควรปรึกษาหารือกับผู้รู้หรือผู้ที่มีความสำคัญ

            - ในกรณีที่ผู้อื่นกรอกแทนเรา เราต้องอ่านดูให้ถูกต้องแน่นอนก่อน หากผิดพลาดแล้วอาจเกิดความยุ่งยากหรือเกิดผลเสียภายหลังได้
บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8
สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้
การเขียนจดหมายกิจธุระ
การเขียนแบบฟอร์ม การกรอกแบบฟอร์ม
      คำว่า แบบฟอร์มเป็นคำไทยกับภาษาอังกฤษ เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยเว้นช่องว่างให้บุคคลแต่ละคนกรอกข้อความ เพื่อให้สะดวกแก่ผู้รวบรวมนำข้อความนั้นไปใช้ประโยชน์
แบบฟอร์มแบ่งเป็น 4 ประเภท
            1.แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานเป็นผู้จัดเตรียมขึ้น เพื่อให้สะดวก ไม่เสียเวลา เช่น แบบฟอร์มสมัครเรียน แบบฟอร์มสมัครงาน เป็นต้น
            2.แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือ กรอกแบบฟอร์มชนิดนี้ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างแบบสอบถามต่างๆ
            3.แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์กรชนิดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลากรภายในหน่วยงานของตนด้วยวิธีให้กรอกแบบฟอร์มชี้แจงเรื่องซึ่งมักให้รายละเอียด เช่นแบบฟอร์มใบลา แบบฟอร์มขอเงินกู้สวัสดิการ
            4.แบบฟอร์มสัญญา สัญญาในที่นี้หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย เช่น สัญญาจะซื้อจะขายสินค้า สัญญากู้เงิน สัญญาเช่าบ้าน
จดหมายประเภทกิจธุระ
            จดหมายกิจธุระ  เป็นจดหมายที่บุคคลติดต่อกับบุคคลด้วยกิจธุระ เช่น การติดต่อสอบถาม การบอกขาย การเตือน การทวงถาม การแจ้งข่าวสาร แต่ถ้ามีการสั่งซื้อมีกำไรมีขาดทุนเรียก จดหมายธุรกิจ
            จดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายประเภทกิจธุระ เขียนเผยแพร่ ต่อสาธารณชน สื่อมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อลงหรือประกาศข้อความ และเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเสนแนะ แสดงความรู้สึก
            จดหมายราชการ  จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ เป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกส่วนราชการหนึ่ง หรือการติดต่อสื่อสารในระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กอง เดียวกัน  รวมทั้งติดต่อกับเอกชนต่างๆ จดหมายราชการถือเป็น เอกสารหลักฐานในการทำงานของรัฐ จึงต้องมีเลขที

            การเขียนประกาศ  ประกาศเป็นการสื่อสารใช้เผยแพร่ได้อย่างกว้างขว้าง คือให้บุคคลทุกระดับได้ทราบ ไม่ใช้ข้อความยาวๆหรือละเอียดซับซ้อน เพราะไม่ดึงดูดความสนใจผู้อ่าน
            ประกาศทางราชการ  มักมีข้อความที่ค่อนข้างยาว ละเอียด และเกี่ยวเนื่องกับตัวกฎหมาย โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบและหวังผลในการปฏิบัติ ภาษาเป็นภาษาราชการ
การเขียนจดหมายธุรกิจ
ประเภทจดหมายธุรกิจ
- จดหมายสมัครงาน จดหมายขอเปิดเครดิต
- จดหมายเสนอขายสินค้าหรือบริการ
- จดหมายสั่งซื้อสินค้าและตอบรับสินค้า
- จดหมายต่อว่าและปรับความเข้าใจ
- จดหมายเตือนหนี้และทวงหนี้
- จดหมายไมตรีจิต ขอบคุณ
ที่กล่าวมาทั้งหมด เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินล้วนเป็นจดหมายทางธุรกิจ
รูปแบบจดหมายธุรกิจ
            1.จดหมายธุรกิจแบบราชการรูปแบบเหมือนหนังสือราชการภายนอกแต่ดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติ
            2.จดหมายธุรกิจแบบไทย รูปแบบที่ดัดแปลงหรือผสมผสานจากหนังสือราชการภายนอกและจดหมายธุรกิจสากล
            3.จดหมายธุรกิจแบบสากล ใช้รูปแบบการเขียนจดหมายธุรกิจของต่างประเทศที่นิยมใช้เป็นสากล แบบบล็อก และแบบเซมิบล็อก
เขียนหัวข้อจดหมายธุรกิจ
-หัวจดหมาย ชื่อ ที่อยู่บริษัท
-วัน เดือน ปี มักระบุเป็นตัวเลข
-คำขึ้นต้นมักใช้คำว่าเรียน
-ข้อความ มักเขียน 2-3 ย่อหน้า ย่อหน้ามักกล่าวถึงเหตุ ย่อหน้าต่อมาคือสิ่งที่ประสงค์หรือสิ่งต้องการให้ปฏิบัติ
-คำลงท้ายมักใช้ ขอแสดงความนับถือ
- ลายเซ็นหรือลายมือของผู้ลงนามในจดหมาย
-ชื่อเต็มของผู้ลงนามในจดหมาย
- ตำแหน่งของผู้ลงนามในจดหมาย
-อักษรย่อของผู้ลงนามหรือผู้พิมพ์ นำพยัชนะต้นของชื่อพยัญชนะต้นของนามสกุลมาย่อแล้วเขียนไว้
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
            - ขอแสดงความนับถือต่างจากขอแสดงความเคารพคือ ขอแสดงความเคารพมักใช้กับผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันค่ะ อย่างเช่น กับ พ่อ
            - ขอแสดงความนับถือใช้เป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่มีความสนิท
            - อย่างสูงต่อท้ายมักใช้กับผู้มีอาวุโส เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย
            - การเขียน วัน/เดือน/ปี ในจดหมาย ให้เริ่มเขียนตรงกลางหน้ากระดาษไปทางขวามือ
ข้อเสนอแนะ
            - การกรอกแบบฟอร์มสัญญาต่างๆต้องกรอกด้วยความระมัดระวังและเข้าใจเงื่อนไขข้อผูกมัดต่างๆที่ระบุไว้ในสัญญาอย่างละเอียดควรปรึกษาหารือกับผู้รู้หรือผู้ที่มีความสำคัญ

            - ในกรณีที่ผู้อื่นกรอกแทนเรา เราต้องอ่านดูให้ถูกต้องแน่นอนก่อน หากผิดพลาดแล้วอาจเกิดความยุ่งยากหรือเกิดผลเสียภายหลังได้

นางสาวทิพวรรณ  พันธ์สำโรง  รหัส 55113400204  ตอนเรียน D1

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 7
สิ่งที่ได้เรียนรู้
            ได้เรียนรู้การเขียนกวีนิพนธ์ 
กวีนิพนธ์ คือ บทร้อยแก้วที่สร้างสรรค์ความงามด้วยตัวอักษร เสียง จังหวะ หรือท่าทาง มีถ้อยคำสื่อสารอันเป็นสัญลักษณ์หรือการสร้างภาพพจน์ เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการได้อย่างสวยงาม กว้างไกลและไร้ขอบเขต รวมทั้งเกิดความรู้สึกสะเทือนใจลึกซึ้ง
- สัมผัสคล้องจอง หากคล้องด้วยเสียงสระเรียกว่าสัมผัสสระ หากคล้องจองด้วยพยัญชนะเรียกว่าสัมผัสอักษร
- สัมผัสนอกสัมผัสใน
            สัมผัสนอก คือ สัมผัสนอกวรรคและนอกบท
            สัมผัสใน คือ สัมผัสในวรรคเดียวกันทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร
- คำเสียงสูง (จัตวา) เหมาะสำหรับเป็นคำท้ายสุดของวรรครับของกลอนสุภาพ
- คำเอกคำโท
            คำเอก คือ คำที่มีรูปเอก ได้แก่ ก่อน แต่ เนิ่น แม่
            คำโท คือ คำที่มีวรรณยุกต์รูปโท ได้แก่ ต้าน ม้า กล้า
            คำเอกโท คือคำที่ใช้รูปเอกโทใกล้เคียงกัน ได้แก่  แต่งแต้ม แก่กล้า ร่ำร้อง
กาพย์ หมายถึง คำประพันธ์ชนิดหนึ่งที่มีการกำหนด  คณะ พยางค์ และสัมผัสเช่นเดียวกับฉันท์แต่ไม่บังคับคำครุ-ลหุ อย่างฉันท์
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
            วรรณกรรม คือ งานเขียนทุกอย่างยกเว้นหนังสือเรียน
            วรรณคดี คือ มีเวลานาน ,ได้รับการยอมรับ, ได้รับการประทับตราจากสโมสร
ข้อเสนอแนะ

            ในการแต่งบทร้อยกรองเราควรจะรู้ถึงหลักการและวิธีการแต่ง เพื่อที่เราจะได้สามารถแต่งได้อย่างถูกต้องตามหลักการเขียนกวีนิพนธ์


นางสาวทิพวรรณ พันธ์สำโรง รหัส 55113400204 ตอนเรียน D1

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตชีวประวัติ

            ดิฉันชื่อนางสาวทิพวรรณ พันธ์สำโรง ชื่อเล่น ชื่อหมิว เกิดวันที่22 กรกฏาคม พ.2536 สัญชาติ ไทย เชื้อชาติ ไทย  เป็นบุตรคนที่ 1 มีพี่น้องสองคน
            ดิฉันคนจังหวัดร้อยเอ็ด ได้โตและเรียนหนังสือจนจบมัธยมที่นั่น แล้วจึงย้ายมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ ในช่วงมัธยมนี้คือวัยที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี่ยวหัวต่อ ในช่วงวัยนี้เพื่อนมักจะมีอิทธิพลอย่างมากคือจะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเวลามีปัญหาอะไรก็มักจะปรึกษาเพื่อนมากกว่า และดิฉันก็เคยเป็นเช่นนั้น ตอนนั้นดิฉันเรียนจบมัธยมต้น ดิฉันก็ได้ไปสอบเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนในอำเภอ ปรากฏว่าสอบติด ดิฉันดีใจมากพอถึงวันเปิดเทอมดิฉันก็ได้รู้จักเพื่อนกลุ่มหนึ่งคือ เบียร์ มอส แจ๋ม ปอ บรีส ป้อม เอ้ เฟิร์นและรวมดิฉันก็เป็น 9 คนตอนแรกดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดิฉันจะเข้ากับเพื่อนๆกลุ่มนี้ๆได้หรือเปล่า แต่พอวันเวลาผ่านไปเราทั้ง  9 คนก็ยิ่งผูกพันกัน สนิทกัน เชื่อใจกัน เวลาเพื่อนคนไหนมีปัญหาเราก็จะคอยช่วยกันแก้ตลอด มีบ้างบางเวลาที่เพื่อนอีกคนไม่อยากเรียนแล้วมาชวนให้พวกเราโดดเรียนไปเที่ยวหรือไปเล่นบ้านเพื่อนจนทำให้พวกเราโดนอาจารย์ที่ปรึกษาหักคะแนน แต่พวกเราก็ไม่ถือโทษโกรธกัน มีช่วงหนึ่งดิฉันเรียนได้กำลังทำความสะอาดห้องเรียนอยู่แล้วพอดีดิฉันเห็นไพ่ตกอยู่บนพื้นดิฉันจึงเก็บแล้วกำลังจะเอาไปทิ้งถังขยะ บังเอิญอาจารย์ที่ปรึกษาเดินผ่านมา ท่านคิดว่าดิฉันเล่นไพ่ ดิฉันพูดยังไงท่านก็ไม่เชื่อ เพราะท่านบอกว่าหลักฐานอยู่ในมือยังจะมาโกหกอีก ท่านจึงลงโทษโดยให้ดิฉันทำความสะอาดห้องพักครูเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์นี้เพื่อนๆของดิฉันจะมาช่วยทำความสะอาดอยู่เสมอเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันและเพื่อนๆต่างก็มีความรู้สึกดีต่อกัน พอใกล้จะจบมัธยมปลายพวกเราทั้ง 9 คนก็ช่วยกันติวหนังสือให้กัน จนทำให้พวกเราสอบติดมหาวิทยาลัยที่พวกเราต้องการ
            ดิฉันคิดว่าเพื่อนๆมีความสำคัญกับเรามาก ถ้าเราคบเพื่อนที่ดี เพื่อนก็จะพาเราไปพบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ แต่ถ้าเราคบเพื่อนไม่ดี เราก็อาจจะเสียคนหรือเสียอนาคตได้ดังนั้นเราควรจะคิดให้ดีในเรื่องของการคบเพื่อน และปัจจุบันนี้ดิฉันเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คณะครุศาสตร์ สาขาการประถมศึกษา เมื่อดิฉันเรียนจบดิฉันจำทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด


นางสาวทิพวรรณ พันธ์สำโรง รหัส 55113400204  ตอนเรียน  D1

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 4
ความรู้ที่ได้รับ        
            1. การเขียนเล่าเรื่อง
                        เป็นการเขียนเพื่อเล่าเรื่อง คือการนำเอาเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ผู้เขียนประสบกับตนเองหรือบุคคลอื่น มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ เช่น การเขียนสารคดี ชีวประวัติ หรืออัตชีวประวัติ การเขียนสารคดีท่องเที่ยว การเขียนเรียงความ บันทึกความทรงจำของการเขียนข่าว เป็นต้น
            จุดประสงค์ในการเขียน
                        1. เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน
                        2. เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และข้อคิดให้ผุ้อื่นทราบ
                        3. เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์
                        4. เพื่อเป็นคติสอนใจ และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
            ลักษณะของการเล่าเรื่องที่ดี
                        1. มีการเริ่มเรื่องดี
                        2. มีลายละเอียดที่น่าสนใจ
                        3. ประกอบด้วยละคร บุคคลหรือสิ่งที่น่าสนใจ
                        4. เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ไม่ปรกติธรรมดา
                        5. จบเรื่องเหมาะสม
            2. การเขียนบทวิจารณ์
                        คือ การค้นหาข้อดีและข้อไม่ดีของเรื่องที่จะวิจารณ์ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องพร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขให้ดีขึ้น เป็นการวิจารณ์เพื่อสร้างสรรค์
            ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
                        1. ได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเขียนเล่าเรื่อง
                        2. ได้ทราบถึงลักษณะของการเขียนเล่าเรื่องที่ดีว่ามีอะไรบ้าง
                        3. ได้ทราบว่าการวิจารณ์คืออะไร
            3. ข้อเสนอแนะ

                        ในการนำเสนองานเราควรจะมีวิธีการพูดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง เช่น ให้ผู้ฟังได้แสดงความคิดเห็นบ้างบางเวลาหรือให้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรานำเสนอ เพื่อที่ผู้ฟังจะได้ไม่เกิดการเบื่อหน่ายและมีมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสื่งที่เรานำเสนอ

นางสาวทิพวรรณ พันธ์สำโรง รหัส 55113400204 ตอนเรียน D1

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 3

สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้
เรื่องของการเขียน
ความหมายของการเขียนคือ การถ่ายทอดความรู้ความคิด ความรู้สึกและความต้องการ ฯลฯ  ของผู้ส่งสารออกไปเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้รับสารอ่านได้เข้าใจ  ตอบสนองได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร
ลักษณะของการเขียน
-ภาษาปาก ภาษาพูด
-ภาษากึ่งแบบแผน
-ภาษาแบบแผน
ข้อแนะนำในเรื่องการใช้คำ
-ความหมายโดยตรง  ความหมายโดยนัย
-ความหมายโดยนัยหรือความหมายประหวัด
-คำที่มีหลายความหมาย
-คำที่มีความหมายคล้ายกัน
-การใช้คำให้ถูกต้อง
ความรู้ใหม่ที่ได้รับ 
-ได้รู้ว่าคำที่เขียนเหมือนกันแต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันก็อาจจะทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงด้วย
ข้อเสนอแนะ

-เราควรจะเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องไม่ตัดคำหรือย่อคำ  สะกดให้ถูกต้องและไม่ใช้คำหยาบคาย
นางสาวทิพวรรณ  พันธ์สำโรง  รหัส 55113400204   ตอนเรียน D1